ICO VS IPO ต่างกันยังไง?

ICO VS IPO ต่างกันยังไง?

ICO VS IPO ต่างกันยังไง?

วันนี้เราจะมาสรุปความต่างและคล้ายของ ICO(Initial coin offering) กับ IPO(Initial Public offering) กันค่ะ
 ความจริงแล้วมีหลากหลายบทความที่อธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่าย แต่วันนี้เราจะมาอธิบายวิธีจัดหาเงินทุนในมุมมองของผู้ก่อตั้ง
 
สมมติฐาน:
บริษัท บุพเพสันนิวาส จำกัด สามารถทำงานเพิ่มรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าที่จะ IPO ในงบประมาณปีถัดไป
 
วิธีในการระดมทุน
บริษัท บุพเพสันนิวาส จำกัด สามารถทำงานเพิ่มรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าที่จะ IPO ในงบประมาณปีถัดไป เดิมทีวิธีการระดมทุนก่อนการเปิด IPO มีหลักๆอยู่ 2 วิธีคือ จะยืมเงินหรือจะลงทุน มาลองดูแต่ละวิธีค่ะ
 
1. กรณียืมเงิน การยืมเงินทุนผ่านสถาบันการเงินหรือบริษัทให้กู้ เพื่อนหรือคนรู้จัก จากนั้นใส่ดอกเบี้ยเข้าไปในยอดที่ยืมและคืนในอนาคต
2. กรณีลงทุน (หุ้นไม่เปิดสาธารณะ) ในช่วงหาเงินทุนเมื่อยังไม่ได้เปิด IPO บริษัทสามารถระดมเงินทุนจากนักลงทุน (เงินร่วมลงทุนหรือนักลงทุนแต่ละบุคคล)ฯลฯ ได้ อีกทั้งสามารถรับเงินที่จำเป็นสำหรับการเติบโตขององค์กรแทนการโอนหุ้นบางส่วน 
3. กรณีเปิด IPO (ในกรณีเสนอขายสู่สาธารณะ) เพื่อให้บริษัทเติบโตยิ่งกว่าข้อ 2.กรณีลงทุน จึงประกาศสู่สาธารณะ เป็นที่มาของการเสนอขายครั้งแรกต่อสาธารณะ และเมื่อเสนอขายแล้วก็จะมีกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ผู้มีหน้าที่จัดการขายหุ้น จากบริษัทจำกัดก็จะเปลี่ยนเป็นมหาชน
เนื่องจากหุ้นที่เข้าตลาดครั้งแรกมักสามารถขายได้อย่างง่ายดาย หลังจากจดทะเบียนแล้วมูลค่ามักจะกระโดดขึ้นสูง
ICOทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เมื่อ ICO เกิดขึ้นมาจึงเกิดการเปลี่ยนในกรณีข้อ 1-3 (๑•̀ㅂ•́)و✧
 
4. กรณี ICO เดิมทีเวลาบริษัทระดมเงินทุนจะใช้วิธีผ่านการขายหุ้นหรือกู้ยืม แต่ ICO นั้นจะเป็นการระดมเงินทุนจาก user ผ่านการขายหรือออกเหรียญที่เป็นสกุลเงินเฉพาะ เนื่องจากไม่ต้องรอรับเงินจากธนาคารและผู้ถือหุ้น เลยไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนยุ่งยากหลังจากที่ได้มีการจัดทำแผนงานหรือเปิดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นแล้ว
สรุปสั้นๆ IPO คือการระดมเงินทุนผ่านการขายหุ้น ส่วน ICO ก็คือการจัดหาเงินทุนด้วยการออกสกุลเงิน (โทเค็น) ของตัวเอง
 
ข้อดีของ ICO :
1. ไม่ต้องมีการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (ข้อดีต่อบริษัท)
2. ไม่มีความเสี่ยงจากบริษัทถูก (ข้อดีต่อบริษัท)
3. สามารถซื้อโทเค็นในราคาค่อนข้างถูก (ข้อดีต่อนักลงทุน)
4. ไม่ต้องมีบริษัทหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าเกินจำเป็น (ข้อดีต่อนักลงทุนและบริษัท)
 
ข้อเสียของ ICO :
1. มีความเสี่ยงที่มูลค่าโทเค๊นจะไม่ขึ้น
2. ความเสี่ยงที่เหรียญอาจจะไม่ถูกจัดเข้าตลาดซื้อขาย
3. ความเสี่ยงที่โทเค็นจะกลายเป็นเพียงข้อมูลขยะ
4. ความเสี่ยงที่ผู้ออกเหรียญจะขโมยเงินทุนและหลบหนีไป
 
การลงทุนคือความเสี่ยง ข้อมูลเบื้องต้นทั้งหมดควรศึกษาให้ดีด้วยตนเองก่อนทุกครั้งและบริหารจัดการทรัพย์สินด้วยตนเองดีกว่านะคะ!!!
 
 
Click Here to Start Trading:

สำหรับมือใหม่カテゴリの最新記事